ห่างหายไปนาน สำหรับการ Update Blog เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจที่อเมริกา ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้จริงๆ -*- เรียกได้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา 3 เดือน สถานการณ์เศรษฐกิจในโลก Online ของอเมริกาไม่ได้แจ่มแจ๋วเหมือนเมื่อก่อน ทั้งค่าคลิก จำนวนคนค้น แล้วยังเจอกับ อัลกอริทึ่ม Panda อันน่ากลัวอีก เล่นหุ้นก็ติดดอย(อันนี้ไม่น่าเกี่ยว ดันโง่เอง อิอิ) แต่ถือว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเ ป็นบททดสอบได้เป็นอย่างดีครับว่าสภาพจิตใจเราแข็งแกร่งขนาดไหน จะล้มแล้วลุกได้รึเปล่า หรือจะยอมสยบให้กับปัญหาต่างๆที่เข้ามารุมเร้าเรา ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ทุกคนที่เหนื่อย และท้อกับการทำงานที่บางครั้งมันไม่ได้เป็นเหมือนกับที่เราหวังไว้ หลายต่อหลายคน คุยใน Facebook กับผมและบ่นท้อแท้กับการทำงาน Internet Marketing เหลือเกิน ทำไมไม่ได้เหมือนที่คนอื่นได้ ทำต้องใช้เวลานาน อยากบอกว่า ขอให้มั่นใจในตัวเองไว้ครับ ไม่มีใครช่วยเราได้ และไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ถ้าเราตั้งใจจะทำ
วันนี้เขียนของตัวเอง 1 ย่อหน้า ที่เหลือเป็นของคนอื่นคับ ^^’ ตอนนี้ใกล้เลือกตั้งเข้ามาทุกที ผมได้ไปอ่านบทความนึงมาและถูกใจมาก ของพี่หนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการพึ่งตัวเอง มองตัวเอง ดีกว่ารอให้ใครมาช่วย ไม่มีใครช่วยอะไรเราได้หรอกคับ ถ้าตัวเราเองไม่ลงมือทำมันอย่างสุดความสามารถ จะไปนั่ง งอมือ งอเท้า แล้วขอเงิน ขอสวัสดิการจากคนอื่น ไม่มีทางหรอกคับ เราไม่ช่วยตัวเราเอง ไม่มีใครมาช่วยเราได้หรอกครับ ลองอ่านบทความด้านล่างนี้ดูนะคับ ท่านจะได้อะไรๆกลับไปคิดแน่นอน ^_^
เดินหน้าต่อไป ด้วยนโยบาย “พึ่งตนเอง”
โดย จักรพงษ์ เมษพันธุ์
เริ่มต้นจั่วหัวคอลัมน์วันนี้ ไม่ได้ต้องการกระแซะ กระแหนะกระแหนสโลแกนพรรคใดพรรคหนึ่งแต่อย่างใด เพียงแต่ชอบใจในรูปประโยค และต้องการสื่อสารอะไรบางอย่างกับคุณผู้อ่าน ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เท่านั้น
กวาดตามองไปตามท้องถนนยามนี้ เชื่อว่าเราคงได้เห็นโยบายพรรคการเมืองต่างๆ ผ่านทางป้ายหาเสียง (โฆษณา) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็หนีไม่พ้นแนวทาง “ประชานิยม” ที่นับวันจะยิ่งรุนแรงกันจนเกินเหตุเกินควร
เพิ่มเงินเดือนขั้นต่ำ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ประกันราคาสินค้าเกษตร ลดภาษี ไม่มีคนว่างงาน ฯลฯ ทั้งหมดดูจะเป็นแนวทางที่ได้รับการตอบรับ จากประชาชน (ผู้ซื้อ) เป็นอย่างดี จนผมเองเริ่มสงสัยแล้วว่า เราเลือกผู้แทนฯ กันไปเพื่ออะไร เพราะทุกวันนี้ พวกเขากลายเป็นที่พึ่งในการหาเลี้ยงปากท้องของพวกเรา ซึ่งเป็นประชาชนตาดำๆไปเสียแล้ว
จะว่าไปก็คงไปโทษพี่ๆนักการเมืองเขาไม่ได้ เพราะดูข่าวสัมภาษณ์ความคิดเห็นประชาชนทีไร ก็มีแต่ “อยากให้ขึ้นค่าแรงบ้าง” “ลดราคาสินค้าบ้าง” “อยากให้ดูแลคนจนบ้าง” “ทำให้ทุกคน (จน) เท่าเทียมกันบ้าง” ฯลฯ
ทิศทางของทุกพรรคก็เลยต้องลงห้วยลงเหวไปในทางเดียวกันหมด นั่นคือ เพิ่มเงินในกระเป๋าประชาชน เพิ่มรายได้ และอื่นๆ อีกมากมาย อันที่จริงแล้วก็ใช่ว่าทุกนโยบายจะแย่ไปหมด อย่างเรื่องการศึกษา การสาธารณสุข หรือโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายเหล่านี้ก็ถือว่าไม่เลว แต่ก็นั่นแหละ ไม่รู้ว่าที่พูดมาจะทำกันจริงเมื่อไหร่ เพราะอย่างเรื่องรถไฟฟ้า 10 สาย 12 สาย ก็เห็นเป็นโยบายกันมานานนับสิบปีแล้ว ก็ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่เสียที จนตอนนี้แทบจะเหลือ “สาย” เดียวแล้ว นั่นคือ สายเกินไป
ปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังมีความคิดพึ่งพิงคนอื่นมากเกินพอดี จนลืมคิดไปว่า คนอื่นที่ว่านี้ ไม่มีทางดูแลเราได้ดีเท่า “ตัวเราเอง” ที่น่ากลัวคือ เราหัด (หรือเป็นมานานแล้วไม่รู้) ที่จะรอคอยให้คนอื่นมาแก้ปัญหาปากท้อง และการดำรงชีวิตของตัวเอง เรียกให้ง่ายก็อาจพูดได้ว่า หัดงอมืองอเท้าต่อปัญหา และที่หนักขึ้นทุกวันก็คือ การเสพติด “ภาวะพึ่งพิง”
เมื่อเกิดปัญหา แทนที่จะคิดแก้ปัญหา เรากลับมองหาแต่ความช่วยเหลือ แล้วก็ได้แต่รอ รอ และรอให้ปัญหามันกัดกินเรามากยิ่งขึ้น จนแก้ไขได้ยาก ลักษณะนี้เราเรียกกันว่า “จนความคิด” ซึ่งน่ากลัวกว่าจนเงินเสียอีก
ความเชื่อเดียวที่เป็นทางออกของปัญหาปากท้อง ก็คือ “เงิน” เมื่อประชาชนต้องการเงินและคิดว่า “เงิน” คือ คำตอบ ทางช่วยเหลือเพื่อสร้างคะแนนให้ตัวเองของนักการเมืองก็คงหนีไม่พ้น การเพิ่มเงิน หรือทำให้ประชาชนมีเงิน โดยลึกๆ แล้วพรรคการเมืองต่างๆ ก็รู้ดีกว่า การให้เงินที่มากขึ้น ไม่ได้แก้ปัญหา (หรือที่จริงพวกพี่เขาก็ไม่รู้ 555)
วันนี้หากเราลองมาหยุดคิดกันสักนิด มองที่ตัวเราเองก็ได้ว่า ตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน มาจนถึงวันนี้ เรามีรายได้ต่อเดือนเพ่ิมขึ้นหรือไม่ ถ้าเพ่ิมขึ้น แล้วทำไมเรายังดูแลตัวเองไม่ได้สักที เอาง่ายๆ แค่พอใช้ให้หมดเดือน คนส่วนใหญ่ยังทำกันไม่ได้ ดังนั้น อย่าไปหวังอะไรกับการเหลือเก็บ
ตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน มาจนถึงวันนี้ เงินเดือนท่านเพิ่มขึ้นตลอด (มีเงินเพิ่มขึ้น) แต่ท่านก็ไม่ได้รวยขึ้น หนำซ้ำกลับจนลงเสียอีก บางท่านอาจโทษข้าวของแพงขึ้นบ้าง (เงินเฟ้อ) หรือรูปแบบการดำรงชีวิตเปลี่ยนไปบ้าง ซึ่งถ้ามองกันให้เห็นความจริงแล้วจะพบว่า ที่รายได้มากขึ้น แต่เรากลับจนลงนั้น ไม่ใช่เพราะเงินเฟ้อหรอก แต่เพราะเรา “ฟุ้งเฟ้อ” กันเองต่างหาก
ต่อให้ในอนาคต มีการเพิ่มเงิน ฉีดเงิน หรือแม้กระทั่ง “แจกเงิน” มากเท่าไหร่ ก็คงไม่ได้ช่วยอะไร เพราะเงินที่เพิ่มขึ้นมันไม่ได้ไปเพิ่มความมั่งคั่งให้กับเรา
ตั้งแต่เล็กจนโต เราถูกครอบครัว ระบบการศึกษา และสังคม สอนให้เราแข่งขันกันทำมาหาเงิน แต่ไม่เคยสอนเลยว่า เราควรใช้เงินกันอย่างไร (How to Spending?)
ซึ่งหากพินิจพิเคราะห์กันจริงๆจังๆแล้ว จะพบว่าจุดเริ่มต้นของปัญหา มันเร่ิมมาจากตัวเราเองนั่นแหละที่ “ใช้จ่าย” กันมากเกินไป จนเกินพอดี เอาแค่เรื่องๆง่ายๆ พนักงานประจำส่วนใหญ่ยัง (แกล้ง) เข้าใจผิดกันเลยว่า ค่าล่วงเวลาหรือโอทีเป็นรายได้ประจำ ดูเอาจากการที่พอมีเงินโอที ก็ซื้อเยอะ ซื้อเกินเงินเดือนประจำ สร้างหนี้หรือภาระทางการเงินเต็มวงเงินล่วงเวลา พอบริษัทประสบปัญหาลดหรือตัดโอที ก็จะเป็นจะตายเสียให้ได้
ทุกวันนี้แค่ค่าแรงต่างกัน 5 บาท 10 บาท ถึงขั้นทำให้เกิดการย้ายงาน จนเป็นปัญหาในระบบแรงงานของไทยกันเลยทีเดียว ยิ่งถ้าค่าแรงขั้นต่ำหรือเงินเดือนขั้นต่ำมากดดันภาคธุรกิจมากๆเข้า มีหวังเราได้เห็นการเอาท์ซอสต์ (outsource) งานไปต่างประเทศ หรือไม่ก็คงต้องเพ่ิมโควต้าแรงงานต่างชาติเป็นแน่
จากการได้มีโอกาสไปบรรยาย ให้ความรู้ทางการเงินกับองค์กรธุรกิจหลายแห่ง ผมบอกได้เลยว่า คนทำงานประจำ หรือคนชั้นกลางนั้นมีปัญหาทางการเงินมากกว่ารากหญ้าเสียอีก แต่ไม่เปิดเผย อาจด้วยภาพลักษณ์ที่ต้องรักษาเอาไว้ให้ดูดี ปัญหาเหล่านี้สังเกตง่ายๆ ด้วย การขาดงานที่มากขึ้น (เพื่อหลบเจ้าหนี้) การต้องมีงานที่สองและสามเพื่อให้เพียงพอต่อรายจ่าย ฯลฯ ซึ่งนั่นส่งผลต่อไลฟ์สไตล์ และประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงการดำรงชีวิตในที่สุด
ตัวอย่างข้างต้น คือ การผูกติดชีวิต ความคิด และอิสรภาพไว้กับ “เงิน” ทั้งที่แท้จริงแล้ว จุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดจากตัวเราเองที่ใช้จ่ายไม่เป็นทั้งสิ้น หาเงินยังไงก็ไม่มีเงินเหลือ ไม่มีอะไรไปลงทุนและต่อยอดให้ตัวเองมั่งคั่งอุดมสมบุรณ์ยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้ เราจึงยังต้องหาเงิน หาเงิน และหาเงินกันต่อไป และเมื่อมีใครมาเสนอวิธีได้เงินกันแบบง่ายๆ นั่นก็คงมากพอที่จะทำให้เราลืมหลักคิดในการดูแลตัวเองไปจนหมดสิ้น คิดเอาง่ายว่ามีคนหาปลามาให้ ก็กินปลานั้นเสีย ไม่ต้องสนใจวิธีหา วิธีจับปลา เพราะคนที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลต้องคอยจับปลาป้อนให้เราอยู่แล้ว แล้วอย่างนี้จะไปเรียนรู้วิธีจับปลา (ดูแลตัวเอง) ไปทำไม?
อ่านถึงตรงนี้ี้ อาจมีคุณผู้อ่านบางคนที่ไม่ชอบ หรือคิดไม่ตรงกับผม ซึ่งนั่นเป็นความแตกต่างทางความคิดที่ยอมรับได้ แต่จากการดำรงชีวิตของทั้งตัวเองในฐานะหัวหน้าครอบครัว และที่ปรึกษาทางการเงินที่ประสบความสำเร็จ มีิอิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริง ผมบอกคุณผู้อ่านทุกท่านได้เลยว่า
“ตราบใดก็ตามที่เรายังพึ่งตนเองไม่ได้ ยังต้องรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐ นายจ้าง และคนรอบข้าง ก็จงอย่าฝันไกลถึงอิสรภาพทางการเงิน”
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าใครจะได้เป็นนายกฯ เป็นผู้แทนฯ ก็จงอย่าได้หวังว่า พวกเขาจะทำให้ชีวิตของท่านดีขึ้นได้ ก็กี่รัฐบาลแล้วหละที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา แล้วเป็นอย่างไร ชีวิตเราดีขึ้นหรือไม่ ยั่งยืนแค่ไหน สำหรับนักการเมือง พวกเขาผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่เราต้องอยู่ต่อไป ประเทศไทยต้องอยู่ไป ไม่มีใครทำให้ชีวิตเรามั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์ ทั้งเงินและชีวิตได้จริง เท่ากับตัวเราเองหรอก สิ่งเดียวที่เราจะทำได้ก็คือ การยืดหยัดทำชีวิตของเราให้ดีด้วยมันสมองและสองมือของเราเอง
“เดินหน้าต่อไป ด้วยนโยบายพึ่งตนเอง” กันทุกคนนะครับ
Share on Facebook